- Home
- Blog
- ความรู้ทั่วไป
- ฮีทสโตรก : ภัยเงียบจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และการเอาตัวรอดในยุค Extreme Heat
ฮีทสโตรก : ภัยเงียบจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และการเอาตัวรอดในยุค Extreme Heat

ฮีทสโตรก : ภัยเงียบจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และการเอาตัวรอดในยุค Extreme Heat
พจ. ลดาวรรณ ชิกุลวรพฤกษ์
ในทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุค “Extreme Heat” หรือสภาวะความร้อนสุดขั้วอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศไทยและทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่แตะระดับ 40-45 องศาเซลเซียสบ่อยครั้งขึ้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศทั่วไป แต่คือผลลัพธ์โดยตรงจากสภาวะโลกร้อนที่ถูกซ้ำเติมด้วยปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ซึ่งกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้วิกฤติ สุขภาพมนุษย์รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ
ในมุมมองทางการแพทย์ ความร้อนที่สูงเกินขีดจำกัดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะโรคที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มโรคจากความร้อน (Heat-related Illnesses) นั่นคือ “โรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก” (Heat Stroke) ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงภัยกลางแจ้งที่มองเห็นได้ชัดเจนอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่คคุกคามเราได้แม้ในยามค่ำคืน ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้เกิดฮีทสโตรกได้ ดังนี้
- การสะสมความร้อน (Heat Accumulation) เอลนีโญทำให้อากาศร้อนยาวนานขึ้น และกลางคืนไม่เย็นลง ร่างกายจึงขาดช่วงเวลาพักจากการระบายความร้อนในทางศาสตร์การแพทย์แผนจีน ภาวะนี้เปรียบเสมือนร่างกายถูก “เคี่ยว” ด้วยไฟตลอด 24 ชั่วโมง จนชี่และสารน้ำในร่างกายน้อยลง
- ความชื้นสัมพัทธ์ที่แปรปรวน ในบางช่วงอากาศร้อนที่มาพร้อมความชื้นสูงทำให้เหงื่อระเหยได้ยากขึ้น ร่างกายจึงสูญเสียกลไกหลักในการระบายความร้อนทางผิวหนัง ซึ่งตรงกับกลไกทางแผนจีนที่เรียกว่า “ความร้อนชื้นรุกราน” ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกหนักและระบายพิษร้อนออกมาไม่ได้
สำหรับบทความนี้ ดิฉันมุ่งเน้นที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ในเชิงบูรณาการเพื่อให้ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปรู้เท่าทันสัญญาณเตือนก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะล้มเหลว เพราะในโลกที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ “ดัชนีความร้อน” (Heat Index) ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงอุตุนิยมวิทยาอีกต่อไป แต่มันคือตัวบ่งชี้ความเสี่ยงของชีวิต
กลไกการทำงานของร่างกายเมื่อระบายความร้อนไม่ทัน โดยปกติร่างกายมนุษย์จะมีกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิแกนกลางให้อยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ผ่านศูนย์ควบคุมในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) โดยมีระบบระบายความร้อนหลัก คือ การขยายตัวของหลอดเลือดเพื่อส่งเลือดไปที่ผิวหนัง (Vasodilation) และการขับเหงื่อ (Sweating) เพื่ออาศัยการระเหยเอาความร้อนออกไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเราต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด (Extreme Heat) หรือการใช้แรงกายอย่างหนัก ร่างกายอาจตกอยู่ในสภาวะที่ได้รับหรือสร้างความร้อนขึ้นมามากกว่าความสามารถในการระบายออกจนอุณหภูมิแกนกลางพุ่งสูงขึ้นเกิน 40 องศาเซลเซียส สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ที่ทำลายระบบในระดับเซลล์การพยาบาลขับเหงื่ออย่างรุนแรงทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ส่งผลให้ปริมาตรเลือดลดลง เลือดมีความหนืดขึ้น หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น
ประเภทของฮีทสโตรกทางการแพทย์จำแนกออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามสาเหตุของการเกิด เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- แบบดั้งเดิม (Classic Heat Stroke : CHS)
มักเกิดจากการสะสมความร้อนในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิและระบายอากาศไม่ดีเป็นเวลานานติดต่อกันหลายวัน
- กลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่มีโรคประจำตัว (NCDs) เช่น โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน
- ลักษณะเฉพาะ ร่างกายของกลุ่มนี้มักมีระบบปรับตัวต่อความร้อนที่เสื่อมถอยลง ทำให้การขับเหงื่อทำงานได้ไม่เต็มที่ อาการมักค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความรุนแรงสูง เนื่องจากมักพบเมื่อร่างกายเข้าสู่สภาวะวิกฤติแล้ว
- แบบจากการออกกำลังกายหนัก (Exertional Heat Stroke: EHS)
เกิดจากการที่ร่างกายผลิดความร้อนภายใน (Internal Heat Production) ขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากการใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนัก จนเกินขีดความสามารถในการระบายออก
- กลุ่มเสี่ยง คนวัยทำงานที่สุขภาพแข็งแรง นักกีฬา ทหารเกณฑ์ หรือแรงงานที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้งท่ามกลางแดดจ้า
- ลักษณะเฉพาะ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรง แม้ในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ก็ไม่สามารถประมาทได้ เนื่องจากเป็นการจู่โจมของความร้อนที่เกิดขึ้นจากภายในร่วมกับปัจจัยภายนอก
มุมมองทางศาสตร์แพทย์แผนจีน
ในทางระบาดวิทยาของแพทย์แผนจีน ฮีทสโตรกจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากความร้อนในทางภาษาจีน เรียกว่า “จังสู่” (中暑) หรือการได้รับพิษจากความร้อนในฤดูร้อนรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายจะต้านทานไหว
กลไกความร้อนขัดขวาง “ชี่” (Qi) ความร้อนที่รุนแรงจะเข้าไปทำลาย “ชี่” (พลังงานชีวิต) และ “จินเย่” (ของเหลวในร่างกาย) เมื่อชี่และของเหลวลดลง ร่างกายจะขาดสารหล่อเลี้ยง ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืดใจสั่น และหมดสติในที่สุด
การสะสมของ “ความชื้น” (Dampness) ในช่วงเอลนีโญที่มีอากาศร้อนชื้น (ร้อนอบอ้าว) แพทย์แผนจีนมองว่าจะเกิด “พิษร้อนชื้น” เข้าไปอุดกั้นระบบย่อยอาหารและทางเดินหายใจ ทำให้รู้สึกหนักตัว มึนศีรษะ และเบื้ออาหารร่วมด้วย
แนวทางการป้องกันตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
เพื่อลดความเสี่ยงก่อนจะถึงขั้นวิกฤติ สามารถนำหลักการแพทย์แผนจีนมาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้
- การเลือกทางอาหาร “ฤทธิ์เย็น” เพื่อขับพิษร้อน และเพิ่มของเหลวในร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้และธัญพืช ได้แก่ แตงโม แตงกวา เก๊กฮวย รากบัว ใบบัวบก ถั่วเขียว เป็นต้น
- การกดจุดนวด (Acupressure) เมื่อเริ่มมีอาการเวียนศีรษะเล็กน้อยจากการโดนแดด
จุดไท่หยาง จุดฝังเข็มสำคัญบริเวณรอยบุ๋มขมับ กี่งกลางระหว่างหางคิ้วกับหางตา ช่วยระงับปวดศีรษะ เวียนหัว ลดอาการปวดตึงขมับ ตาสว่าง คลายความเครียด และช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โดยการกดนวดคลึงเบา ๆ 3-5 นาที
จุดเน่ยกว่าน อยู่ที่ท้องแขนเหนือเส้นข้อมือขึ้นมาประมาณ 2 นิ้ว ช่วยลดอาการคลื่นไส้และใจสั่น โดยการกดนวดคลึงเบา ๆ 3-5 นาที
- การปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัดทันทีหลังโดนแดด ควรจิบน้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่นเล็กน้อยเพื่อค่อย ๆ ปรับสมดุล การป้องกันคือวัคซีนที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แผนปัจจุบันที่เน้นเทคโนโลยีการลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว (Active Cooling) หรือการแพทย์แผนจีนที่เน้นการปรับสภาพร่างกายให้พร้อมรับมือกับความร้อน ทั้งสองศาสตร์ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือการรักษาชีวิต ฮีทสโตรกจึงไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเกิดอาการแล้วเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการ “รู้เท่าทันสัญญาณเตือน” และ “ป้องกันก่อนเกิดเหตุ” เพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้อย่างสมดุลท่ามกลางโลกที่กำลังร้อนระอุขึ้นทุกวัน การรู้จักสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย การเลือกรับประทานอาหารฤทธิ์เย็นเพื่อปรับสมดุลภายใน และการรู้วิธีกดจุดช่วยชีวิตเบื้องต้นจะเป็นเกราะคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคที่อุณหภูมิโลกไม่เคยปราณีใคร
อ้างอิง References
1.World Health Organization. Heatwaves and health: guidance on warning-system development. Geneva: WHO; 2025.
2.กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข. แนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2567.
3.ภาควิชาการแพทย์แผนจีน. คัมภีร์เวินปิ้ง (Diseases of Warmth). กรุงเทพฯ: กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
4.Leon LR, Bouchama A. Heatstroke. Comprehensive Physiology. 2015;5(2):611-47.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติ่ม
คลินิกแพทย์แผนจีน
- โทร 02 849 6600 ต่อ 4018






