กระเจี๊ยบเขียว ผักพื้นบ้านมากประโยชน์

ความรู้ทั่วไป, ความรู้แผนไทยลงวันที่

กระเจี๊ยบเขียว ผักพื้นบ้านมากประโยชน์

พท.ป.กชกร แย้มวัฒนา

กระแสของคนรักสุขภาพในปีนี้ยังคงมาแรงและเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องเราจะเห็นได้จากทั้งคนรอบข้างและในสังคมออนไลน์ ที่มีการนำเสนอเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร หรือเมนูที่ทำเองได้ง่ายๆ และได้ประโยชน์ หนึ่งในผักที่เริ่มเห็นได้มาก ว่ามีคนนำมาปรุงเป็นเมนูสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำหนัก คุมความหิว ทั้งยังดีต่อการขับถ่ายก็คือ กระเจี๊ยบเขียวนั่นเอง

“กระเจี๊ยบเขียว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench อยู่ในวงศ์ MALVACEAE และมีชื่อเรียกอื่น ๆ มากมาย เช่น กระเจี๊ยบมอญ, Okra, Lady’s finger เป็นต้น นิยมปลูกเพื่อรับประทานผลอ่อนที่มีลักษณะเป็นฝักสีเขียวกลมเรียว ปลายแหลม มีจีบรอบและมีขนอ่อนรอบฝักนิยมนำมารับประทานโดยการต้มหรือนึ่ง หรือสามารถรับประทานเป็นผักสดได้

กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชผักยอดนิยมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงทั้งยังมีสรรพคุณทางยาและมีประโยชน์กับร่างกายของเรามากมาย มีสารอาหารหลากหลายชนิด ทั้งวิตามินบี 2, 9 หรือ โฟเลต มีแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและข้อ มีโพแทสเซียม และมีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักที่มีแคลอรี่ต่ำและมีใยอาหารหรือไฟเบอร์สูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนัก ช่วยให้อิ่มนาน ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการถ่ายลำบาก ทำให้ขับถ่ายได้ดีเเละคล่องขึ้น นอกจากนี้ในฝักอ่อนของกระเจี๊ยบเขียวมีสารเพกติน (Pectin) ซึ่งเป็นพรีไบโอติกส์ที่ดีให้กับลำไส้ใหญ่ของเรา และมีสาร Mucilage อยู่มาก ทำให้มีสัมผัสเป็นเมือกลื่น เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร ในทางการแพทย์ก็ได้มีการนำกระเจี๊ยบเขียวมาศึกษามีการวิจัยในหนูทดลอง พบว่า การใช้กระเจี๊ยบเขียวในปริมาณที่เหมาะสมมีฤทธิ์ช่วยต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และลดการอักเสบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังพบอีกว่า เส้นใยอาหารของกระเจี๊ยบเขียวมีประโยชน์ในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes type 2) ได้ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนได้อีกด้วย

การรับประทานกระเจี๊ยบเขียวให้ได้ประโยชน์นั้นควรล้างให้สะอาดก่อนการรับประทานไม่ว่าจะรับประทานเป็นผักสดหรือต้มนึ่งก่อนก็ตาม เพื่อเลี่ยงสารเคมีที่อาจตกค้างมาและควรรับประทานแต่พอดี ไม่มากจนเกินไปในแต่ละวัน แม้ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด แต่การรับประทานฝักอ่อนของกระเจี๊ยบเขียวไม่ควรเกิน 10-15 ฝักต่อวัน ทั้งยังมีควรระวังในการรับประทานสำหรับผู้ที่มีโรคประจำด้วย อาทิ

  1. ในกระเจี๊ยบเขียวมีสารออกซาเลตค่อนข้างสูงอาจทำให้เกิดภาวะนิ่วในไตได้หากรับประทานมากจนเกินไป
  2. ในผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานยาเมทฟอร์มิน (Metformine) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ต้องระมัดระวัง ไม่รับประทานกระเจี๊ยบเขียวมากจนเกินไปต่อวัน เพราะอาจยับยั้งการทำงานของยานี้ได้
  3. ในผู้ที่มีภาวะแน่นท้อง ปวดท้องอยู่ หรือท้องอืดได้ง่าย ควรระมัดระวังในการรับประทาน เนื่องจากมีสาร Fructan และไฟเบอร์สูง ที่อาจทำให้อาการเป็นมากขึ้นได้
  4. การรับประทานไฟเบอร์มากเกินไป อาจขัดขวางการดูดซึมของวิตามินและเเร่ธาตุบางชนิดได้

ดังนั้น เราจึงควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวเเต่พอดี ร่วมกับการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน หากมีความจำเป็นที่ต้องรับประทานมากๆ หรือรับประทานเป็นประจำเพื่อเป็นยารักษาโรค อย่างการรับประทานในรูปแบบผงหรือแคปซูลสกัด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคลเพื่อพิจารณาต่อไป เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพร่างกายของเรา

 

เอกสารอ้างอิง :

  1. สำนักโภชนาการ กรมอนามัย. จริงหรือไม่ ดื่มน้ำกระเจี๊ยบเขียวสูตรนี้ ผสมน้ำดื่มมีประโยชน์มากมาย, [ออนไลน์]. 2026, แหล่งที่มา: https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/dm-km/download?id=40517&mid=31943&mkey=m_document&lang=th&did=14354, [7 ม.ค. 2569].
  2. สํานักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. กระเจี๊ยบมอญ (กระเจี๊ยบเขียว)…….รักษาโรคกระเพาะอาหาร, [ออนไลน์]. 2026, แหล่งที่มา: https://medplant.mahidol.ac.th/document/88_Abelmoschus_esculentus.pdf, [7 ม.ค. 2569].
  3. National Library of Medicine (NIH). Okra (Abelmoschus Esculentus) as a Potential Dietary Medicine with Nutraceutical Importance for Sustainable Health Applications, [ออนไลน์]. 2026, แหล่งที่มา: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7865958/, [7 ม.ค. 2569].

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติ่ม

บทความที่เกี่ยวข้อง