• Home
  • Blog
  • ความรู้ COVID19
  • คำแนะนำการปฏิบัติระหว่างการแยกกักตัว 14 วัน เพื่อสังเกตอาการที่บ้าน (Home Quarantine) สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยัน โควิด-19

คำแนะนำการปฏิบัติระหว่างการแยกกักตัว 14 วัน เพื่อสังเกตอาการที่บ้าน (Home Quarantine) สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยัน โควิด-19

ความรู้ COVID19, ความรู้ทั่วไป   ลงวันที่

คำแนะนำการปฏิบัติระหว่างการแยกกักตัว 14 วัน เพื่อสังเกตอาการที่บ้าน (Home Quarantine) สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยัน โควิด-19

 

โรคโควิด-19 (COVID-19)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในตระกูลโคโรนาไวรัส สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยการหายใจเอาละอองฝอยน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ที่ติดเชื้อเข้าไปจากการไอ จาม และพูดคุยกัน เชื้อยังสามารถเข้าสู่ร่างกายทางปาก จมูก และตา ผ่านมือที่ปนเปื้อนเชื้อจากการสัมผัสพื้นผิวต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้ออยู่

 

ผู้ที่ติดเชื้อนี้อาจมีอาการป่วยหรือไม่มีอาการก็ได้ แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้ อาการของโรค โควิด-19 มีตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงอาการรุนแรง และเสียชีวิตได้อาการที่พบได้บ่อย เช่น ไข้น้ำมูก ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว จมูกไม่ได้กลิ่น การรับรสเปลี่ยนไป หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น

 

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคอ้วน โรคมะเร็งโรคไตเรื้อรัง กลุ่มอาการดาวน์ โรคธาลัสซีเมีย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น ระยะฟักตัวของโรค (ระยะเวลาหลังจากที่รับเชื้อแล้วแสดงอาการหรือตรวจพบเชื้อ) ประมาณ 2-14 วัน

 

ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรค โควิด-19 และยังไม่มีอาการจึงมีความจำเป็นต้องแยกกักตัวเพื่อสังเกตอาการที่บ้านเป็นเวลา 14 วันนับจากวันสุดท้ายที่สัมผัสโรค เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น หากเกิดการติดเชื้อ ยกตัวอย่างเช่น วันสุดท้ายที่สัมผัสผู้ป่วย โควิด-19 คือ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้น

 

วิธีการสังเกตอาการที่บ้านในช่วงแยกกักตัว 14 วัน

สังเกตอาการไข้และอาการระบบทางเดินหายใจทุกวันโดยแนะนำให้วัดอุณหภูมิร่างกาย

  • อาการไข้ ได้แก่ เมื่อวัดอุณหภูมิร่างกายได้ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปหรือมีอาการตัวร้อนหนาวสั่นปวดเมื่อยตัว
  • อาการระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ น้ำมูก ไอ เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น การรับรสเปลี่ยนไปหายใจหอบเหนื่อย

 

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบไปพบแพทย์โดยใช้รถส่วนตัว ผู้ป่วยและผู้ร่วมเดินทางทุกคนใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาหากเป็นรถยนต์ให้เปิดหน้าต่างรถไว้เสมอ

 

การปฎิบัติตัวระหว่างแยกกักตัวระหว่างแยกกับตัว 14 วันที่บ้านที่พักเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น ๆ

  1. ให้หยุดอยู่บ้าน ไม่เดินทางออกนอกบ้าน หรือเข้าไปในสถานที่แออัดที่มีคนจำนวนมาก
  2. ควรนอนแยกห้องเดี่ยว
  3. สวมหน้ากากอนามัยและอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ ในบ้านโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆประมาณ 1-2 เมตร หรืออย่างน้อย 2 ช่วงแขน
  4. รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น
  5. ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดตัว ช้อนส้อม แก้วน้ำ เป็นต้น
  6. สำหรับห้องน้ำ หากเป็นไปได้ควรใช้ห้องน้ำแยกกัน หรือถ้ามีห้องน้ำเพียงห้องเดียว แนะนำให้ใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายและปิดฝาชักโครกทุกครั้งก่อนกดน้ำทิ้ง
  7. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 20 วินาทีก็รณีไม่มีน้ำและสบู่ สามารถล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นอย่างน้อย 70%
  8. การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ให้ใส่ถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้สนิทก่อนทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด และทำความสะอาดมือถือด้วยแอลกอฮอล์เจลหรือน้ำและสบู่ทันที
  9. เมื่อไอจามควรไอใส่ต้นแขน หรือใช้กระดาษทิชชู่ปิดจมูกและปากถึงคาง แล้วทิ้งในถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้สนิทก่อนทิ้ง หลังจากนั้นทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจลหรือน้ำและสบู่ทันที
  10. ทำความสะอาดบริเวณที่พัก เช่น เตียง โต๊ะ บริเวณของใช้รอบตัว รวมถึงห้องน้ำด้วยน้ำยาฟอกขาว 5% โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (น้ำยาฟอกขาวหนึ่งส่วนต่อน้ำสะอาด 99 ส่วนน้ำยาฟอกขาว 10 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร
  11. ทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู ด้วยสบู่หรือผงซักฟอกธรรมดาและน้ำ

 

*****************************

การปฏิบัติตัวของผู้อยู่อาศัยร่วมบ้านของผู้ที่แยกกักตัว 14 วันและการทำลายเชื้อในสิ่งแวดล้อมในบ้าน

  1. ทุกคนในบ้านควรสวมหน้ากากอนามัย
  2. ควรล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน หรือมีการปนเปื้อน รวมถึงล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพื่อลดการรับและแพร่เชื้อ โดยใช้น้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นอย่างน้อย 70%
  3. เฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยของผู้สัมผัสใกล้ชิดหรือสมาชิกในบ้าน ภายในระยะเวลา 14 วัน หลังสัมผัสผู้ป่วย
  4. ควรนอนแยกห้องกับผู้ที่ต้องสังเกตอาการหรือห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร และปิดหน้าต่าง
  5. ไม่รับประทานอาหารและใช้ของส่วนตัวร่วมกัน

 

**หากมีอาการเจ็บป่วยภายใน 14 วันหลังสัมผัสโรคหรือมีข้อสงสัยสามารถโทร 02-8496600**

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมผู้หญิงถึงต้องตรวจภายใน

สุภาพสตรีหลายท่านคงเคยได้ยิน ได้รู้จัก และอาจเคยได้รับการตรวจภายในกันมาบ้าง แต่คำว่าตรวจภายในยังคงเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว หรือเรื่องน่าเขินอายสำหรับอีกหลายๆท่าน นั่นอาจเพราะว่าไม่มีรูปภาพ หรือคลิปวิดีทัศน์สำหรับสาธิตการตรวจภายในอย่างละเอียดให้เราได้รีวิวก่อนไปเจอสูตินรีแพทย์ตัวจริง ลองมาทำความเข้าใจการตรวจภายในให้มากขึ้นกันค่ะ ทำไมถึงต้องตรวจภายใน การตรวจภายในเป็นการตรวจพื้นฐานของสูตินรีแพทย์ เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการคัดกรองความผิดปกติและช่วยวินิจฉัยโรค สาเหตุที่เราใช้การตรวจวิธีอื่น เช่น การคลำเฉพาะหน้าท้องแทนการตรวจภายในไม่ได้ก็เพราะว่า เรามีส่วนที่เป็นช่องคลอด และปากมดลูกที่ต้องอาศัยการมองด้วยตา ส่วนมดลูกและปีกมดลูกนั้นสามารถตรวจหาความผิดปกติได้ดีกว่าด้วยการคลำจากทั้งช่องคลอดและหน้าท้องพร้อม ๆกัน ดังนั้น หากไม่ตรวจภายใน เราก็อาจไม่ทราบว่าเรามีรอยโรคที่ช่องคลอดและปากมดลูกที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหรือไม่ หรือเรามีก้อนที่มดลูกและรังไข่ที่ไม่สามารถตรวจได้จากหน้าท้องหรือเปล่า เมื่อไรที่ควรมาตรวจภายใน เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ตาขาวปิดปกติ ปวดท้องน้อย คลำได้ก้อนบริเวณท้องน้อย หรือผื่น ตุ่มฝีหนองบริเวณอวัยวะเพศภายนอก ไม่มีอาการผิดปกติ แต่ต้องตรวจคัดกรองประจำปี ซึ่งนิยมทำร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การซักประวัติก่อนตรวจภายใน แพทย์จำเป็นต้องซักประวัติอย่างละเอียด ประวัติพื้นฐาน เช่น โรคประจำตัว การผ่าตัด การตั้งครรภ์และการคลอด รวมไปถึงประวัติที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว เช่น เคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ มีเพศสัมพันธ์แล้วเจ็บหรือไม่ การคุมกำเนิดด้วยวิธีอะไร ทั้งนี้คุณสภาพสตรีไม่ต้องอายที่จะตอบคำถามเหล่านี้นะคะ ทุกคำถามนั้นล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรค และช่วยในการรักษาต่อไปค่ะ   ขั้นตอนในการตรวจภายใน คนไข้เปลี่ยนชุดเป็นผ้านุ่งที่เตรียมไว้ให้ และถอดกางเกงชั้นในทั้งหมด ระหว่างนี้คนไข้สามารถปัสสาวะได้ พยาบาลจะแนะนำให้ขึ้นนอนบนเตียงที่มีขาหยั่ง […]

ทดสอบว่าเชื้อโควิดลงปอดหรือไม่

ภาวะเชื้อไวรัสลงปอด ถือเป็นปัญหาน่ากังวลของโรค COVID-19 สำหรับผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวที่บ้าน หรืออยู่ในระหว่างการรอเตียงจากสถานพยาบาล การสังเกตตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ นะคะ หากมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่า เชื้อไวรัสอาจลงปอดแล้ว วันนี้ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มีข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีสังเกตอาการตัวเองอย่างง่าย ๆ และการปฏิบัติตัวหากสงสัยว่าเชื้อเริ่มลงปอด เพื่อประคับประคองอาการได้อย่างปลอดภัยก่อนถึงมือแพทย์ค่ะ ลองมาทดสอบตัวเองเบื้องต้นกันก่อนนะคะ ว่ามีความเสี่ยงที่เชื้อจะลงปอดหรือไม่ เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งเลยค่ะ ทำง่าย ๆ ในห้องนอนของตัวเองได้เลย หากรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ หมายความว่าเชื้อไวรัสอาจลงปอดได้ค่ะ หากค่อนข้างแน่ใจว่าเชื้ออาจลงปอดแล้ว ให้รีบแจ้งสถานพยาบาล และจัดท่านอนในระหว่างรอเตียงในลักษณะดังนี้ค่ะ แนะนำว่าควรทานอาหารตามปกติ แม้อาจจะรู้สึกไม่ค่อยอยากทาน และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันด้วยค่ะ สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและต้องกินยาต่าง ๆ อาจต้องสังเกตอาการตัวเองมากขึ้น และงดยาบางชนิด ทั้งนี้ อาจปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเพิ่มเติมได้นะคะ ในภาวะออกซิเจนต่ำ หากปวดท้อง ต้องการถ่ายหนัก ห้ามเข้าห้องน้ำโดยลำพังและล็อกประตูเด็ดขาดนะคะ เพราะอาจเกิดภาวะหน้ามืดเป็นลมได้ ปลอดภัยที่สุดคือเตรียมอุปกรณ์ขับถ่ายไว้ใกล้ตัว อาจรู้สึกแปลก ๆ หน่อย แต่ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นค่ะ    

อาหารรักษ์หัวใจ

อาหาร “รักษ์” หัวใจ ในปัจจุบันความชุกของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ฯลฯ ซึ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น การรับประทานอาหารเพื่อรักษาสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งบทความนี้จะแนะนำให้รู้จักกับอาหารเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet) โดยมีงานวิจัยชี้ว่ามีส่วนช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ “Mediterranean Diet” คือการกินอาหารแบบผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น กรีซ อิตาลีตอนใต้ และสเปน เป็นต้น ซึ่งเน้นหลักการสำคัญ 9 ประการ และนำมาปรับใช้กับอาหารของคนไทยได้ดังนี้   เน้นธัญพืชต่างๆ (High wholegrain) รับประทานธัญพืช ข้าวแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือขนมปังโฮลวีต เมล็ดงา และถั่ว เป็นต้น เน้นถั่วต่างๆ (High legumes/nuts) เพิ่มการบริโภคถั่วให้มากขึ้น สามารถหุงผสมข้าวรับประทานเป็นมื้อหลัก หรือกินเป็นของกินเล่น เน้นผัก (High vegetables) เพิ่มความหลากหลายของผักในมื้ออาหาร อย่างน้อย 5 สี ควรมีสัดส่วนของผักประมาณครึ่งหนึ่งของจานในแต่ละมื้อ เน้นผลไม้ […]

จัดการขยะติดเชื้ออย่างไรให้ปลอดภัยจากผู้อื่น

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากในช่วงเวลานี้ คือการทิ้งขยะ  โดยเฉพาะขยะติดเชื้อจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก เสมหะ น้ำลาย หรือเลือด ไม่สามารถทิ้งรวมกับขยะทั่วไปได้ จึงไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อเจ้าหน้าที่จัดการขยะ ซึ่งขยะติดเชื้อจะต้องได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีค่ะ สำหรับผู้ป่วย COVID-19 ที่รักษาตัวแบบ Home isolation  ควรเคร่งครัดกับการทิ้งขยะที่ต้องแยกประเภทชัดเจน ใส่ถุงปิดปากให้มิดชิด และติดป้ายทำสัญลักษณ์บนถุงทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วยค่ะ