• Home
  • Blog
  • ความรู้ COVID19
  • แนวทางการดูแลจิตใจเด็กและวัยรุ่น ในสถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ในครอบครัว

แนวทางการดูแลจิตใจเด็กและวัยรุ่น ในสถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ในครอบครัว

ความรู้ COVID19, ความรู้เด็ก   ลงวันที่

แนวทางการดูแลจิตใจเด็กและวัยรุ่น ในสถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ในครอบครัว

โดย พญ.พิมพิกา หาญวัฒนานุกุล (กุมารแพทย์ทั่วไป)

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่มากขึ้น โดยมีทั้งผู้ปกครองและเด็กในหลายครอบครัวติดเชื้อโรคโควิด 19 และต้องไปรับการรักษาตัวในสถานพยาบาลหรือถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องกักตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ต้องเกิดการแยกจากกันระหว่างผู้ปกครองและเด็ก ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลต่อตัวเด็กและวัยรุ่นเป็นอย่างมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละครอบครัวควรเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าหากเกิดสถานการณ์การติดเชื้อเช่นนี้ในครอบครัว ซึ่งแนวทางการดูแลจิตใจเด็กและวัยรุ่นที่เหมาะสมในสถานการณ์การติดเชื้อในครอบครัวนั้น ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กสามารถปฏิบัติตามได้ดังนี้

  1. 1. บอกเล่าเหตุการณ์ให้เด็กฟังอย่างตรงไปตรงมา เช่น เหตุการณ์ติดเชื้อโควิดของสมาชิกในบ้าน ทำให้ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ชั่วคราวเพราะอาจติดเชื้อกันได้ โดยมีการแนะนำว่าใครต้องไปอยู่ที่สถานที่ใด ระยะเวลานานประมาณเท่าใด
  2. 2. ให้เด็กสามารถสื่อสารกับผู้ปกครองได้อย่างสม่ำเสมอ โดยระหว่างที่แยกกันให้มีช่องทางที่สามารถติดต่อทางออนไลน์หรือโทรศัพท์ได้เสมอ
  3. 3. พยายามสอบถามถึงความต้องการของเด็ก เพื่อให้เด็กรู้สึกมีคุณค่าและสามารถควบคุมอะไรบางอย่างได้ เช่น ของที่ต้องการนำติดตัวไปด้วย เลือกช่วงเวลาที่จะติดต่อกันเป็นประจำ หรือตารางกิจกรรมประจำวัน
  4. 4. แสดงความเข้าอกเข้าใจถึงอารมณ์และการแสดงออกของเด็ก โดยเด็กจะมีการตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตหรือการแยกจากแตกต่างกันออกไป ผู้ปกครองควรรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ต่อว่า และไม่ด่วนตัดสิน
  5. 5. ช่วยเหลือเด็กให้รู้จักและจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจอารมณ์ต่าง ๆ ของตัวเอง เช่น กลัว กังวล เศร้า และให้เด็กลองคิดกิจกรรมที่ช่วยจัดการอารมณ์ได้ด้วยตนเอง
  6. 6. ช่วยให้เด็กสามารถคงกิจวัตรประจำวันคล้ายเดิมได้มากที่สุด เพื่อลดความรู้สึกถึงสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ลดปัญหาด้านสุขภาพจิตที่อาจตามมาจากการถูกบังคับให้ปรับตัวอย่างกระทันหัน
  7. 7. สร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่ดูแลเด็กในขณะนั้นเป็นที่พึ่งพิงให้เด็กได้ ทั้งในกรณีที่ตัวเด็กเองต้องไปอยู่ในสถานพยาบาล หรือเด็กต้องอยู่กับผู้ดูแลคนอื่นในขณะที่ผู้ปกครองหลักกำลังรักษาตัวอยู่ เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกปลอดภัย สงบ และมั่นคง รวมไปถึงได้เห็นแบบอย่างที่ดีในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้

ทั้งนี้หากเด็กในการดูแลมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ควรพาไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้ที่สถานพยาบาลต่าง ๆ หรือ กรณีในระหว่างแยกกักตัวหรือรักษาในสถานพยาบาลก็สามารถปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่รับผิดชอบได้โดยทันที นอกจากนั้น ผู้ปกครองเองควรดูแลสุขภาพจิตตนเองอย่างใกล้ชิด จัดการอารมณ์ตนเองอย่างเหมาะสม เป็นแบบอย่างที่ดีในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม ลดการตำหนิหรือโทษตนเองในสถานการณ์การติดเชื้อโควิด 19 โดยหากรู้สึกเครียดหรือไม่สามารถจัดการอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้ สามารถขอรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อ้างอิง: กรมสุขภาพจิต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติ่ม

คลินิกกุมารเวชกรรม

  • โทร 02 849 6600 ต่อ 1120,1121

บทความที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนในวัยรุ่น

วัคซีนในวัยรุ่น โดย นายแพทย์ภัคนันท์ ตรงจิตการุณย์ กุมารแพทย์ วัยรุ่น หมายถึง กลุ่มอายุระหว่าง 11-25 ปี วัคซีนในวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นวัคซีนต่อเนื่อง ใช้สำหรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน วัยรุ่นมักมีการรวมกลุ่ม ทำกิจกรรมเป็นหมู่คณะ เมื่อมีโรคติดต่อ อาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อวงกว้าง ส่งผลต่อการเรียนและสังคม ดังนั้นวัคซีนในวัยรุ่นจึงมีความจำเป็น วัคซีนที่วัยรุ่นควรได้รับให้ครบถ้วน มีดังนี้ วัคซีนตับอักเสบบี โรคตับอักเสบบีก่อให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อทางเลือด สารคัดหลั่งและเพศสัมพันธ์ เด็กและวันรุ่นทุกคนควรฉีดครบ 3 เข็ม หากได้รับไม่ครบสามารถฉีดต่อได้ หากไม่เคยได้รับมาก่อน ต้องฉีด 3 เข็ม วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น สำหรับวัยรุ่นที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้ ควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี เป็นวัคซีนจำเป็น เนื่องจากเป็นโรคประจำถิ่นที่มีความรุนแรง เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น สำหรับวัยรุ่นที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้ ควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 3-12 เดือน ขึ้นกับชนิดของวัคซีน […]

ภาวะตัวเตี้ย

ภาวะตัวเตี้ย โดย นายแพทย์ภัคนันท์ ตรงจิตการุณย์ กุมารแพทย์ ภาวะตัวเตี้ย คือ การที่มีความสูงน้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 3 ตามเกณฑ์อายุและเพศเดียวกัน ปัจจัยที่กำหนดความสูงเด็ก ยีน เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่สูง ลูกก็มักจะตัวสูง ฮอร์โมน เช่น growth ฮอร์โมน , ฮอร์โมนเพศ, ฮอร์โมนไทรอยด์ โรคเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคติดเชื้อเรื้อรัง โภชนาการ อาหารที่มีผลต่อการเติบโตของร่างกายและกระดูก ได้แก่ โปรตีน แคลเซียม วิตามินดี ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี การออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่นและความแข็งแรงของกระดูก สาเหตุของภาวะเตี้ย ภาวะเตี้ยที่ทราบสาเหตุ ทารกเติบโตช้าขณะอยู่ในครรภ์ ภาวะขาดสารอาหารเรื้อรัง โรคเรื้อรังทางกาย เช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคติดเชื้อเรื้อรัง โรคระบบต่อมไร้ท่อ ความผิดปกติของโครโมโซม พฤติกรรมการบริโภคไม่เหมาะสม ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น ภาวะเตี้ยทางพันธุกรรม […]

การดูแลเด็กในช่วงเรียน online

การดูแลเด็กในช่วงเรียน online โดย แพทย์หญิงพิชยา พูลสวัสดิ์ กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเรียนที่เหมาะกับเด็กมากที่สุดคือการเรียนที่โรงเรียน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การเรียน online เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก สำหรับผู้ปกครองนับเป็นความท้าทายในการช่วยเหลือลูกในด้านการเรียน แต่หมอเชื่อว่าผู้ปกครองทุกท่านสามารถให้ความเชื่อเหลือลูกๆได้ดีที่สุดเท่าที่พ่อแม่จะทำได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ หมอจึงอยากแชร์และอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทบทวนการดูแลลูก ๆ ในช่วงที่ต้องเรียน online เพื่อให้การเรียนของเด็ก ๆ ได้ผลดีขึ้นและทุกคนในครอบครัวมีความสุขมากขึ้นค่ะ สถานที่ สถานที่เรียน online ควรเป็นมุมสงบ ไม่มีเสียงดัง ไม่มีสิ่งเร้ารบกวน ไม่ควรมีจอทีวีหรือจออื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน ถ้ามีพี่น้องควรจัดที่นั่งแยกกันหรือแยกห้องเพื่อไม่ให้เด็กกวนกัน จัดตารางเวลา ควรจัดกิจวัตรประจำวันให้เป็นเวลา พยายามให้คล้ายกับเวลาที่ไปโรงเรียนให้มากที่สุด เช่น เวลาตื่นนอน อาบน้ำ กินข้าว เวลาเข้านอน เวลาทำการบ้าน หรือเวลาเล่น เป็นต้น การจัดตารางเวลาที่ดีและสม่ำเสมอจะช่วยให้เด็กมีวินัย ฝึกความรับผิดชอบ และช่วยลดความขัดแย้งเวลาเด็กไม่ยอมทำงานหรือมีข้อต่อรองเพราะติดเล่นได้ค่ะ พักสายตา การจ้องหน้าจอนานทำให้ตาอ่อนล้า ตาแห้ง อาจมีตามัวได้ เด็ก ๆ ควรพักสายตาเป็นระยะโดยใช้หลัก 20/20/20 คือ พักสายตาจากจอทุก 20 […]

มารดาที่เป็น COVID–19 สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หรือไม่

มารดาที่เป็น COVID–19 สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หรือไม่ พญ สุภาวีร์ วสุอนันต์กุล (กุมารแพทย์) การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในกรณีทารกเกิดจากมารดาที่เป็น COVID-19 และ PUI ที่มีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถติดต่อจากมารดาสู่ทารกผ่านทางนมแม่ และองค์กรทางสาธารณสุขต่าง ๆ แนะนำว่าสามารถให้น้ำนมแม่แก่ทารกที่เกิดจากมารดาติดเชื้อ COVID -19 ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านบุคลากร สถานที่  และครุภัณฑ์ในการเก็บตุนน้ำนม ตลอดจนความปลอดภัยจากการปนเปื้อนเชื้อไวรัสขณะขนส่งน้ำนมจากมารดามายังทารก ดังนั้นทารกจะได้รับนมผงดัดแปลงสำหรับทารกเท่านั้น   สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยแนะนำมารดาที่มีประวัติสัมผัส COVID -19 ความเสี่ยงสูง (PUI) ปั๊มน้ำนมทิ้งจนกว่าจะทราบผลตรวจเป็น Undetectable และ ในมารดาที่ยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ให้ปั๊มนมทิ้ง เป็นระยะเวลา 14 วัน หลังจากนั้นให้นั้นนมแม่แก่ทารกได้ตามปกติ   หากมารดาที่มีประวัติสัมผัส COVID -19 ความเสี่ยงสูง (PUI) หรือยืนยันการติด COVID-19 มีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเก็บตุนน้ำนมได้และยืนยันจะเก็บตุนนม ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำการปฏิบัติของกรมอนามัย […]