ผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก ในสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19

ความรู้ COVID19, ความรู้เด็ก   ลงวันที่

ผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก ในสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19

พญ.พิมพิกา หาญวัฒนานุกุล (กุมารแพทย์ทั่วไป)

ในสถานการณ์วิกฤตฉุกเฉิน เด็ก ๆ จะมีปฏิกิริยาทางด้านจิตใจเมื่อได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต ฉุกเฉิน รุนแรง ในรูปแบบแตกต่างกันไป อาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือไม่จดจ่อ เป็นอาการสำคัญที่พบได้บ่อยมากขึ้น เด็กส่วนใหญ่ที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจเพียงพอ จะสามารถปรับตัวและเรียนรู้การจัดการอารมณ์ได้เมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสมจากพ่อแม่ เพื่อนและคนรอบตัว อย่างไรก็ตาม มีเด็กบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะมีปฏิกิริยาทางด้านจิตใจที่รุนแรง เช่น วิตกกังวลมาก ซึมเศร้า หรือมีความคิดฆ่าตัวตายได้ โดยความเสี่ยงของเด็กในกลุ่มนี้ ได้แก่ การมีปัญหาทางสุขภาพจิตอยู่เดิม เคยมีประสบการณ์ที่ถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ครอบครัวไม่มั่นคง หรือมีการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กสามารถสังเกตเห็นและมองหาเด็ก ๆ ที่ต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยสังเกตจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ตามพัฒนาการตามวัยของเด็ก ดังต่อไปนี้

  1. วัย 0-5 ปี

– ติดพ่อแม่หรือผู้ดูแลมาก

– พฤติกรรมถดถอยไปจากช่วงวัยปกติ เช่น ดูดนิ้ว ปัสสาวะรดที่นอน

– เปลี่ยนพฤติกรรมการกินการนอน

– กลัวความมืดหรือกลัวในสิ่งที่ไม่เคยกลัวมาก่อน

– ร้องไห้งอแงและหงุดหงิด

– หยุดพูด

– ไม่เล่นหรือเล่นแค่อย่างซ้ำ ๆ

  1. วัย 6-12 ปี

– หงุดหงิดหรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว

– ฝันร้าย

– พูดถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ

– แยกตัวไม่เข้าสังคมหรือไม่อยากรวมกลุ่ม

– ไม่อยากไปโรงเรียน

– รู้สึกและแสดงออกถึงความกลัว

– ไม่จดจ่อ ไม่มีสมาธิ

  1. วัย 13-18 ปี

– อยู่ไม่นิ่ง

– ไม่จดจ่อ ไม่มีสมาธิ

– แยกตัว ซึมเศร้า

– มีพฤติกรรมเสี่ยง ก้าวร้าว รุนแรง ต่อต้านสังคมเพิ่มขึ้น

– ท้าทายต่ออำนาจต่างๆมากขึ้น เช่น ต่อพ่อแม่ ครู

– ติดหรือพึ่งพิงกลุ่มเพื่อนมาก หรือติดพึ่งพิงบางอย่างมากขึ้น

– เปลี่ยนพฤติกรรมการกินการนอน

หากผู้ปกครองสังเกตเห็นเด็ก ๆ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเป็นระยะเวลานานกว่า 1 สัปดาห์ ควรพาไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้ที่สถานพยาบาลต่าง ๆ นอกจากนั้น ผู้ปกครองเองควรดูแลสุขภาพจิตตนเองอย่างใกล้ชิด จัดการอารมณ์ตนเองอย่างเหมาะสม สร้างสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่ดีภายในครอบครัวเพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย

อ้างอิง: UNICEF, สสส.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติ่ม

คลินิกกุมารเวชกรรม

  • โทร 02 849 6600 ต่อ 1120,1121

บทความที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนในวัยรุ่น

วัคซีนในวัยรุ่น โดย นายแพทย์ภัคนันท์ ตรงจิตการุณย์ กุมารแพทย์ วัยรุ่น หมายถึง กลุ่มอายุระหว่าง 11-25 ปี วัคซีนในวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นวัคซีนต่อเนื่อง ใช้สำหรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน วัยรุ่นมักมีการรวมกลุ่ม ทำกิจกรรมเป็นหมู่คณะ เมื่อมีโรคติดต่อ อาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อวงกว้าง ส่งผลต่อการเรียนและสังคม ดังนั้นวัคซีนในวัยรุ่นจึงมีความจำเป็น วัคซีนที่วัยรุ่นควรได้รับให้ครบถ้วน มีดังนี้ วัคซีนตับอักเสบบี โรคตับอักเสบบีก่อให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อทางเลือด สารคัดหลั่งและเพศสัมพันธ์ เด็กและวันรุ่นทุกคนควรฉีดครบ 3 เข็ม หากได้รับไม่ครบสามารถฉีดต่อได้ หากไม่เคยได้รับมาก่อน ต้องฉีด 3 เข็ม วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น สำหรับวัยรุ่นที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้ ควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี เป็นวัคซีนจำเป็น เนื่องจากเป็นโรคประจำถิ่นที่มีความรุนแรง เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น สำหรับวัยรุ่นที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้ ควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 3-12 เดือน ขึ้นกับชนิดของวัคซีน […]

ภาวะตัวเตี้ย

ภาวะตัวเตี้ย โดย นายแพทย์ภัคนันท์ ตรงจิตการุณย์ กุมารแพทย์ ภาวะตัวเตี้ย คือ การที่มีความสูงน้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 3 ตามเกณฑ์อายุและเพศเดียวกัน ปัจจัยที่กำหนดความสูงเด็ก ยีน เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่สูง ลูกก็มักจะตัวสูง ฮอร์โมน เช่น growth ฮอร์โมน , ฮอร์โมนเพศ, ฮอร์โมนไทรอยด์ โรคเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคติดเชื้อเรื้อรัง โภชนาการ อาหารที่มีผลต่อการเติบโตของร่างกายและกระดูก ได้แก่ โปรตีน แคลเซียม วิตามินดี ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี การออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่นและความแข็งแรงของกระดูก สาเหตุของภาวะเตี้ย ภาวะเตี้ยที่ทราบสาเหตุ ทารกเติบโตช้าขณะอยู่ในครรภ์ ภาวะขาดสารอาหารเรื้อรัง โรคเรื้อรังทางกาย เช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคติดเชื้อเรื้อรัง โรคระบบต่อมไร้ท่อ ความผิดปกติของโครโมโซม พฤติกรรมการบริโภคไม่เหมาะสม ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น ภาวะเตี้ยทางพันธุกรรม […]

การดูแลเด็กในช่วงเรียน online

การดูแลเด็กในช่วงเรียน online โดย แพทย์หญิงพิชยา พูลสวัสดิ์ กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเรียนที่เหมาะกับเด็กมากที่สุดคือการเรียนที่โรงเรียน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การเรียน online เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก สำหรับผู้ปกครองนับเป็นความท้าทายในการช่วยเหลือลูกในด้านการเรียน แต่หมอเชื่อว่าผู้ปกครองทุกท่านสามารถให้ความเชื่อเหลือลูกๆได้ดีที่สุดเท่าที่พ่อแม่จะทำได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ หมอจึงอยากแชร์และอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทบทวนการดูแลลูก ๆ ในช่วงที่ต้องเรียน online เพื่อให้การเรียนของเด็ก ๆ ได้ผลดีขึ้นและทุกคนในครอบครัวมีความสุขมากขึ้นค่ะ สถานที่ สถานที่เรียน online ควรเป็นมุมสงบ ไม่มีเสียงดัง ไม่มีสิ่งเร้ารบกวน ไม่ควรมีจอทีวีหรือจออื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน ถ้ามีพี่น้องควรจัดที่นั่งแยกกันหรือแยกห้องเพื่อไม่ให้เด็กกวนกัน จัดตารางเวลา ควรจัดกิจวัตรประจำวันให้เป็นเวลา พยายามให้คล้ายกับเวลาที่ไปโรงเรียนให้มากที่สุด เช่น เวลาตื่นนอน อาบน้ำ กินข้าว เวลาเข้านอน เวลาทำการบ้าน หรือเวลาเล่น เป็นต้น การจัดตารางเวลาที่ดีและสม่ำเสมอจะช่วยให้เด็กมีวินัย ฝึกความรับผิดชอบ และช่วยลดความขัดแย้งเวลาเด็กไม่ยอมทำงานหรือมีข้อต่อรองเพราะติดเล่นได้ค่ะ พักสายตา การจ้องหน้าจอนานทำให้ตาอ่อนล้า ตาแห้ง อาจมีตามัวได้ เด็ก ๆ ควรพักสายตาเป็นระยะโดยใช้หลัก 20/20/20 คือ พักสายตาจากจอทุก 20 […]

มารดาที่เป็น COVID–19 สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หรือไม่

มารดาที่เป็น COVID–19 สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หรือไม่ พญ สุภาวีร์ วสุอนันต์กุล (กุมารแพทย์) การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในกรณีทารกเกิดจากมารดาที่เป็น COVID-19 และ PUI ที่มีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถติดต่อจากมารดาสู่ทารกผ่านทางนมแม่ และองค์กรทางสาธารณสุขต่าง ๆ แนะนำว่าสามารถให้น้ำนมแม่แก่ทารกที่เกิดจากมารดาติดเชื้อ COVID -19 ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านบุคลากร สถานที่  และครุภัณฑ์ในการเก็บตุนน้ำนม ตลอดจนความปลอดภัยจากการปนเปื้อนเชื้อไวรัสขณะขนส่งน้ำนมจากมารดามายังทารก ดังนั้นทารกจะได้รับนมผงดัดแปลงสำหรับทารกเท่านั้น   สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยแนะนำมารดาที่มีประวัติสัมผัส COVID -19 ความเสี่ยงสูง (PUI) ปั๊มน้ำนมทิ้งจนกว่าจะทราบผลตรวจเป็น Undetectable และ ในมารดาที่ยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ให้ปั๊มนมทิ้ง เป็นระยะเวลา 14 วัน หลังจากนั้นให้นั้นนมแม่แก่ทารกได้ตามปกติ   หากมารดาที่มีประวัติสัมผัส COVID -19 ความเสี่ยงสูง (PUI) หรือยืนยันการติด COVID-19 มีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเก็บตุนน้ำนมได้และยืนยันจะเก็บตุนนม ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำการปฏิบัติของกรมอนามัย […]