จัดการขยะติดเชื้ออย่างไรให้ปลอดภัยจากผู้อื่น

ความรู้ COVID19, ความรู้ทั่วไป   ลงวันที่

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากในช่วงเวลานี้ คือการทิ้งขยะ 🚮 โดยเฉพาะขยะติดเชื้อจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก เสมหะ น้ำลาย หรือเลือด ไม่สามารถทิ้งรวมกับขยะทั่วไปได้ จึงไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อเจ้าหน้าที่จัดการขยะ ซึ่งขยะติดเชื้อจะต้องได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีค่ะ สำหรับผู้ป่วย COVID-19 ที่รักษาตัวแบบ Home isolation 🏠 ควรเคร่งครัดกับการทิ้งขยะที่ต้องแยกประเภทชัดเจน ใส่ถุงปิดปากให้มิดชิด และติดป้ายทำสัญลักษณ์บนถุงทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วยค่ะ 👍

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติ่ม

บทความที่เกี่ยวข้อง

Cyberbullying

Cyberbullying เขียนโดย: พญ.พิชยา พูลสวัสดิ์ กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม Cyberbullying คือ การกลั่นแกล้งผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และทางสื่อออนไลน์ อาจมาในรูปแบบของข้อความ รูปภาพล้อเลียน การกระจายข่าวลือผิด ๆ รวมไปถึงการไม่ให้เข้าร่วมกลุ่มหรือกิจกรรมต่าง ๆ เด็กอาจถูกกลั่นแกล้งผ่านทาง social media อีเมล แอปพลิเคชัน หรือเกมออนไลน์ก็ได้ ความน่ากลัวของ cyberbullying คือ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา หาตัวคนที่แกล้งยาก เนื่องจากอาจใช้ account ปลอมหรือนามแฝง และการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ยังแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว ผลกระทบของ cyberbullying ส่งผลกระทบต่อการเรียน เด็กขาดสมาธิในการเรียน ไม่อยากไปโรงเรียน ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์มีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล และนอนไม่หลับ เด็กยังไม่ความเสี่ยงที่จะใช้สารเสพติดในอนาคต ทำอย่างไรดีเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ อย่าขู่ลูกว่าจะยึดมือถือหรือจำกัดการเล่นสื่อออนไลน์ของลูก เนื่องจากลูกจะมองว่าเป็นการถูกลงโทษ ทำให้ต่อไปเด็กไม่กล้าบอกปัญหาเกี่ยวกับการถูกกลั่นแกล้งอีก เก็บหลักฐานที่ถูกแกล้ง เช่น บันทึกภาพหน้าจอ คุยกับลูกให้ลูกเล่าสิ่งที่ตนเองเจอ ถามความรู้สึกของลูก ฟังลูกอย่างเข้าใจ การที่ลูกมีใครสักคนที่รับฟังและให้กำลังใจจะช่วยให้เด็กจัดการปัญหาได้ดีขึ้น ชวนลูกคิดวิธีแก้ไขปัญหาที่เป็นได้ โดยให้ลูกเสนอวิธีและลองทำดู โดยมีพ่อแม่คอยรับฟังไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร […]

วัคซีนcovid-19 ในหญิงตั้งครรภ์ /ให้นมบุตร

โดย พญ สุภาวีร์ วสุอนันต์กุล (กุมารแพทย์)        เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก พบว่าหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต และใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าเมื่อเทียบกับประชากรกลุ่มที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ เพิ่มโอกาสของการคลอดก่อนกำหนด และการเกิดภาวะแทรกซ้อนของทารกร่วมด้วย  การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 จึงมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงของวัคซีน โดยราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และหญิงให้นมบุตร สามารถรับวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้ ซึ่งวัคซีนที่มีใช้ในประเทศไทย ปัจจุบันได้แก่ Sinovac และ Astraseneca  ในอนาคตที่มีการนำเข้าวัคซีน mRNA ได้แก่ pfizer และ  moderna จากการศึกษาในปัจจุบัน ยังไม่พบรายงานภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และพบระดับภูมิคุ้มกันขึ้นไม่ต่างจากกลุ่มที่ไม่ตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามยังคงต้องมีการติดตามถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนในอนาคต ควรติดตามข่าวสารหรือสอบถามแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการรับวัคซีน  

แนวทางการดูแลจิตใจเด็กและวัยรุ่น ในสถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ในครอบครัว

แนวทางการดูแลจิตใจเด็กและวัยรุ่น ในสถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ในครอบครัว โดย พญ.พิมพิกา หาญวัฒนานุกุล (กุมารแพทย์ทั่วไป) จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่มากขึ้น โดยมีทั้งผู้ปกครองและเด็กในหลายครอบครัวติดเชื้อโรคโควิด 19 และต้องไปรับการรักษาตัวในสถานพยาบาลหรือถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องกักตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ต้องเกิดการแยกจากกันระหว่างผู้ปกครองและเด็ก ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลต่อตัวเด็กและวัยรุ่นเป็นอย่างมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละครอบครัวควรเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าหากเกิดสถานการณ์การติดเชื้อเช่นนี้ในครอบครัว ซึ่งแนวทางการดูแลจิตใจเด็กและวัยรุ่นที่เหมาะสมในสถานการณ์การติดเชื้อในครอบครัวนั้น ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กสามารถปฏิบัติตามได้ดังนี้ 1. บอกเล่าเหตุการณ์ให้เด็กฟังอย่างตรงไปตรงมา เช่น เหตุการณ์ติดเชื้อโควิดของสมาชิกในบ้าน ทำให้ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ชั่วคราวเพราะอาจติดเชื้อกันได้ โดยมีการแนะนำว่าใครต้องไปอยู่ที่สถานที่ใด ระยะเวลานานประมาณเท่าใด 2. ให้เด็กสามารถสื่อสารกับผู้ปกครองได้อย่างสม่ำเสมอ โดยระหว่างที่แยกกันให้มีช่องทางที่สามารถติดต่อทางออนไลน์หรือโทรศัพท์ได้เสมอ 3. พยายามสอบถามถึงความต้องการของเด็ก เพื่อให้เด็กรู้สึกมีคุณค่าและสามารถควบคุมอะไรบางอย่างได้ เช่น ของที่ต้องการนำติดตัวไปด้วย เลือกช่วงเวลาที่จะติดต่อกันเป็นประจำ หรือตารางกิจกรรมประจำวัน 4. แสดงความเข้าอกเข้าใจถึงอารมณ์และการแสดงออกของเด็ก โดยเด็กจะมีการตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตหรือการแยกจากแตกต่างกันออกไป ผู้ปกครองควรรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ต่อว่า และไม่ด่วนตัดสิน 5. ช่วยเหลือเด็กให้รู้จักและจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจอารมณ์ต่าง ๆ ของตัวเอง เช่น กลัว กังวล เศร้า และให้เด็กลองคิดกิจกรรมที่ช่วยจัดการอารมณ์ได้ด้วยตนเอง 6. ช่วยให้เด็กสามารถคงกิจวัตรประจำวันคล้ายเดิมได้มากที่สุด เพื่อลดความรู้สึกถึงสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป […]

ผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก ในสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19

ผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก ในสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 พญ.พิมพิกา หาญวัฒนานุกุล (กุมารแพทย์ทั่วไป) ในสถานการณ์วิกฤตฉุกเฉิน เด็ก ๆ จะมีปฏิกิริยาทางด้านจิตใจเมื่อได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต ฉุกเฉิน รุนแรง ในรูปแบบแตกต่างกันไป อาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือไม่จดจ่อ เป็นอาการสำคัญที่พบได้บ่อยมากขึ้น เด็กส่วนใหญ่ที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจเพียงพอ จะสามารถปรับตัวและเรียนรู้การจัดการอารมณ์ได้เมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสมจากพ่อแม่ เพื่อนและคนรอบตัว อย่างไรก็ตาม มีเด็กบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะมีปฏิกิริยาทางด้านจิตใจที่รุนแรง เช่น วิตกกังวลมาก ซึมเศร้า หรือมีความคิดฆ่าตัวตายได้ โดยความเสี่ยงของเด็กในกลุ่มนี้ ได้แก่ การมีปัญหาทางสุขภาพจิตอยู่เดิม เคยมีประสบการณ์ที่ถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ครอบครัวไม่มั่นคง หรือมีการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กสามารถสังเกตเห็นและมองหาเด็ก ๆ ที่ต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยสังเกตจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ตามพัฒนาการตามวัยของเด็ก ดังต่อไปนี้ วัย 0-5 ปี – ติดพ่อแม่หรือผู้ดูแลมาก – พฤติกรรมถดถอยไปจากช่วงวัยปกติ เช่น ดูดนิ้ว ปัสสาวะรดที่นอน – เปลี่ยนพฤติกรรมการกินการนอน – กลัวความมืดหรือกลัวในสิ่งที่ไม่เคยกลัวมาก่อน – ร้องไห้งอแงและหงุดหงิด – […]