• ให้บริการตรวจวินิจฉัย รักษา และให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยประยุกต์ ได้แก่ การหัตถบำบัด การใช้ยาสมุนไพร การประคบสมุนไพร การอบสมุนไพร
  • ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดตามกล้ามเนื้อ เช่น คอ บ่า ไหล่ หลังเป็นต้น
  • ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพฤกษ์/อัมพาต โรคกระดูกและข้อต่าง ๆ เช่น ข้อเข่าเสื่อม, กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท, หัวไหล่ติด เป็นต้น
  • ให้บริการตรวจทางเวชกรรมแผนไทยวินิจฉัยโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และการจ่ายยาสมุนไพร
วัน / เวลา ให้บริการ

วันจันทร์- วันศุกร์ เวลา 08.00 – 15.00 น.

วันอังคาร, วันพฤหัสบดี เวลา 16.00 – 18.00 น.

วันเสาร์ เวลา 08.00 – 15.00 น.

***วันอังคาร, วันพฤหัสบดี หลัง 16.00 น. และวันเสาร์ เป็นคลินิกพิเศษนอกเวลา***

ดูตารางแพทย์แผนไทยประยุกต์ออกตรวจ – คลิ๊ก


ขั้นตอนการรับบริการ

โรคที่สามารถรักษาได้โดยแพทย์แผนไทย

คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกมหาวิทยาลัยมหิดลสามารถให้การตรวจรักษาฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยส่งเสริมสุขภาพป้องกันสุขภาพให้คำแนะนำหรือส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์และสถานภาพตามมาตรฐานวิชาชีพผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ได้ตามอาการ/กลุ่มอาการสำคัญดังต่อไปนี้


1. โรคและอาการของศีรษะ สมอง และระบบประสาท

  • อัมพฤกษ์อัมพาต
  • ลมปะกัง (ไมเกรน)
  • ปวดศีรษะวิงเวียนและเป็นลม
  • พาร์กินสัน


2. โรคและอาการของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ

  • ปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ ปวดแขน ปวดขา
  • ปวดข้อปวดเข่า
  • คอตกหมอน
  • สะบักจม
  • หัวไหล่ติดหรือหัวไหล่อักเสบ
  • หัวเข่าเบี่ยง
  • นิ้วล็อค
  • ยอกหลัง
  • ข้อเท้าแพลง
  • เหน็บชา
  • ตะคริว


3. โรคและอาการของทางเดินหายใจ

  • ไอมีเสมหะ ไอไม่มีเสมหะ
  • คัดจมูกน้ำมูกไหลจาม
  • หอบหืดภูมิแพ้
  • หายใจไม่อิ่มหรือหายใจขัด


4. โรคและอาการของปากและคอ

  • เจ็บคอ ร้อนใน
  • แผลเริมในปาก


5. โรคและอาการของไข้

  • ไข้
  • ไข้ร่วมกับน้ำมูกหรือไอ
  • ไข้ร่วมกับมีผื่นหรือปื้นหรือเป็นวงเป็นแว่นตามผิวหนัง


6. โรคและอาการของผิวหนัง

  • อีสุกอีใส
  • ลมพิษ
  • พรายเลือดพรายย้ำ
  • แสบร้อนตามผิวหนัง
  • แผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย


7. โรคและอาการของทางเดินอาหาร

  • ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง
  • ท้องผูกหรือท้องผูกเป็นพรรดึก
  • ท้องเดินหรือท้องเสีย
  • ริดสีดวงทวาร
  • กระเพาะอาหารอักเสบ
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้อาเจียน


8. โรคและอาการของสตรี

  • สตรีหลังคลอดน้ำคาวปลาไม่เดิน
  • สตรีหลังคลอดมีน้ำนมน้อย
  • ตกขาว คันช่องคลอด
  • ประจำเดือนผิดปกติ ปวดประจำเดือน
  • มดลูกด่ำมดลูกลอยมดลูกตะแคง
  • มดลูกเคลื่อน


9. โรคและอาการของระบบทางเดินปัสสาวะ

  • ปัสสาวะขัด/ปัสสาวะกระปริกระปรอย
  • ปัสสาวะบ่อย


10. โรคและอาการทางจิตใจ

  • ปัสสาวะขัด/ปัสสาวะกระปริกระปรอย
  • ปัสสาวะบ่อย

การนวดไทยแบบราชสำนัก

การนวดไทยแบบราชสำนักคือการตรวจประเมินการวินิจฉัยการบำบัดโรคการป้องกันโรคการส่งเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสุขภาพด้วยวิธีการนวดพื้นฐานและจุดสัญญาณด้วยมือ

การนวดไทยแบบราชสำนัก เป็นศาสตร์และศิลปะที่ถ่ายทอดเพื่อให้ความรู้ความสามารถในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อ , กระดูก , และส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้อง ผู้นวดต้องมีพื้นฐานวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นรากฐาน

การทำหัตถบำบัดหรือนวดไทยแบบราชสำนัก รักษาโรคได้อย่างไร ??

จากการวิจัยเกี่ยวกับผลของการนวดพบว่า การนวดสามารถลดอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากการยึดติดของพังพืดได้ดีซึ่งการนวดนวดแบบราชสำนักจะใช้เฉพาะ มือ คือ นิ้วหัวแม่มือ ปลายนิ้วอื่นๆ และอุ้งมือในการนวดเท่านั้นผสมกับท่าทาง องศา จังหวะในการลงน้ำหนักที่มีความเหมาะสมกับอาการ โรคหรือภาวะที่เป็น ตามแนวเส้นและตำแหน่งของการนวด เพื่อให้มีผลต่ออวัยวะและเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกๆ โดยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มการทำงานของเส้นประสาท ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงต้องมีความรู้ทางด้านกายวิภาคศาสตร์ สรีรศาสตร์และพยาธิวิทยา ฯลฯ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการทำหัตถบำบัด

  1. การซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค
  2. กำหนดแผนการรักษา
  3. การรักษาโดยอาศัย
    • เส้นประธาน 10 เส้นและจุดสัญญาณ
    • หลักการแต่งรสมือ
    • สูตรการนวดรักษา
  4. การประคบความร้อนหรือการใช้ยาสมุนไพร
  5. ประเมินผลการรักษา
  6. การให้คำแนะนำหลังการรักษา เช่น ท่าบริหาร

ความถี่ในการรักษา

จำนวนครั้งในการมารับการรักษา

การวินิจฉัยว่าควรต้องใช้เวลารักษานานเท่าไหร่ หรือนวดกี่ครั้งหาย แพทย์ผู้ทำการรักษาจะวิเคราะห์จาก อายุโรคและอายุผู้ป่วย ประกอบกับผลการรักษาหลังจากการรักษาแต่ละครั้งว่ามีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ป่วยได้กลับไปปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพียงใด เช่น ท่าบริหารเฉพาะโรค , การงดอาหารแสลง เป็นต้น

การนัดเพื่อมารับการรักษา ครั้งต่อไป

แพทย์ผู้รักษาจะคำนึงจากระยะความถี่ – ห่างในการมารับรักษา ที่ก่อให้เกิดผลดีกับผู้ป่วย ซึ่งทำให้ผลการรักษาได้ผลดีและเร็วขึ้น โดยจะพิจารณาและแนะนำผู้ป่วยเฉพาะราย แต่โดยทั่วไปแล้ว จะทำการรักษา สัปดาห์ละ1 – 2 ครั้ง ทำติดต่อกันประมาณ 8 – 10 ครั้ง แล้วแต่สภาพโรคและตัวผู้ป่วย

วัน / เวลา ให้บริการ

วันจันทร์- วันศุกร์ เวลา 08.00 – 15.00 น.

วันอังคาร, วันพฤหัสบดี เวลา 16.00 – 18.00 น.

วันเสาร์ เวลา 08.00 – 15.00 น.

***วันอังคาร, วันพฤหัสบดี หลัง 16.00 น. และวันเสาร์ เป็นคลินิกพิเศษนอกเวลา***

ดูตารางแพทย์แผนไทยประยุกต์ออกตรวจ – คลิ๊ก

กลุ่มอาการที่รักษาด้วยหัตถบำบัด

  1. กลุ่มโรค/อาการที่เกี่ยวเนื่องกับการปวดบริเวณศีรษะคอบ่าไหล่ใบหน้าสะบักอกเช่นปวดคอ/บ่า/ไหล่ ,หัวไหล่ติด/หัวไหล่อักเสบ , คอตกหมอน/คอเคล็ด
  2. กลุ่มโรค/อาการที่เกี่ยวเนื่องกับการปวดแขนเช่นนิ้วล็อค , ก้อนปมหลังมือ , กระดูกงอกบริเวณมือ
  3. กลุ่มโรค/อาการที่เกี่ยวเนื่องกับการปวดบริเวณหลังเอวสะโพกเช่นกระดูกสันหลังคด/แอ่น , ยอกหลัง
  4. กลุ่มโรค/อาการที่เกี่ยวเนื่องกับการปวดขา เช่น ปวดขา/เข่า/เท้า , เข่าเสื่อม , โครงสร้างผิดรูป (ขาโก่ง เท้าบิด)
  5. กลุ่มโรค/อาการที่เกี่ยวเนื่องกับข้อเบี่ยง ข้อเคลื่อน/หลุด
  6. กลุ่มโรค/อาการที่เกี่ยวเนื่องกับการอักเสบ บวมตามร่างกาย เช่น อาการปวดข้อต่างๆ ปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นอักเสบ เหน็บชาบวม เป็นต้น
  7. กลุ่มโรค/อาการที่เกี่ยวเนื่องกับตะคริว
  8. กลุ่มโรค/อาการของระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างอื่นๆ เช่น การพิการของธาตุต่างๆ

ข้อห้ามในการนวด

  1. มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
  2. ความดันโลหิตสูง (systolic สูงกว่าหรือเท่ากับ 160 mmHgและ/หรือ diastolic สูงกว่าหรือเท่ากับ 100 mmHg) ที่มีอาการหน้ามืด ใจสั่นปวดศีรษะ หรือคลื่นไส้อาเจียน
  3. บริเวณที่มีกระดูกแตก หัก ปริ ร้าวที่ยังไม่ติดดี
  4. บริเวณที่เป็นมะเร็ง
  5. บริเวณที่เป็นแผลเปิด แผลเรื้อรัง หรือบริเวณที่มีรอยโรคผิวหนังที่สามารถติดต่อได้
  6. บริเวณที่มีการบาดเจ็บภายใน 48 ชั่วโมง
  7. บริเวณที่มีการผ่าตัดภายในระยะเวลา 1 เดือน
  8. บริเวณที่มีหลอดเลือดดำอักเสบ (DVT)
  9. โรคติดเชื้อเฉียบพลัน
  10. ภาวะกระดุกพรุนรุนแรง

ข้อควรระวังในการนวด

  1. หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุและเด็ก
  2. โรคหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงโป่ง, หลอดเลือดอักเสบ, หลอดเลือดแข็ง(Atherosclerosis) เป็นต้น
  3. ความดันโลหิตสูง (systolic สูงกว่าหรือเท่ากับ 160 mmHgและ/หรือ diastolic สูงกว่าหรือเท่ากับ 100 mmHg) ที่ไม่มีอาการหน้ามืด ใจสั่น ปวดศีรษะ หรือคลื่นไส้อาเจียน
  4. เบาหวาน
  5. ภาวะกระดูกพรุน
  6. มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด มีประวัติเลือดออกผิดปกติรวมทั้งกินยาละลายลิ่มเลือด
  7. ข้อหลวม / ข้อเคลื่อน / ข้อหลุด
  8. บริเวณที่มีการผ่าตัด ใส่เหล็ก หรือข้อเทียม
  9. บริเวณที่แผลหายยังไม่สนิทดี
  10. ผิวที่แตกง่าย
  11. บริเวณที่ปลูกถ่ายผิวหนัง

ผลข้างเคียง/อาการแทรกซ้อน การนวด

  • ระดับเล็กน้อย

สามารถหายได้เองภายใน 3 – 7 วัน และไม่ส่งผลต่อสุขภาพ ผู้ป่วยสามรถดูแลตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน ได้แก่ ระบม รอยแดง รอยช้ำ มึนศีรษะบ้านหมุน ประจำเดือนผิดปกติ ดูแลเบื้องต้นด้วยการสังเกตอาการควรจะดีขึ้นเองเรื่อยๆ หากระบมมากให้ประคบวันละ 1-2 ครั้ง นอนพักผ่อนให้เพียงพอประคบที่ต้นคอหรือกลางหลังหากอาการมนศีรษะและประจำเดือนผิดปกติ เป็นมากขึ้นให้รีบพบแพทย์แผนปัจจุบัน

  • ระดับปานกลาง

มีอาการนานเกิน 7 วันแต่ไม่เกิน 21 วัน หรือผลแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพหรือการทำงานของร่างกาย ได้แก่ ระบมมากจนลุกไม่ได้, มึนศีรษะมากจนเดินเซ, อ่อนแรง ชาบวม, ความดันสูงเฉียบพลันจากการเปิดประตูลม 2 ข้างพร้อมกัน, หัวใจเต้นผิดจังหวะจากการนวดถูกหลอดเลือดใหญ่ที่คอ ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน

  • ระดับรุนแรง

มีอาการนานเกิน 21 วัน ได้แก่ เส้นประสาทบาดเจ็บ, กระดูกสันหลังเคลื่อน, หนอนรองกระดูกทับเส้นประสาท, หลอดเลือดฉีกโป่งพองจากการนวดบริเวณใกล้ก้อนมะเร็งเป็นต้น ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน

ยาสมุนไพร

ยาสมุนไพรในคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกรับสมุนไพรตำรับจากหน่วยผลิตยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอายุรเวทศิริราชซึ่งได้รับเกียรติบัตรผ่านการประเมินมาตรฐานการผลิตยาแผนโบราณตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) โดยผ่านกรรมวิธีในการตรวจสอบคุณภาพให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดยาสมุนไพรจึงไม่มีเชื้อโรคหรือสิ่งเจือปนต่างๆรวมถึงมีสารสำคัญตามปริมาณที่กำหนดของตัวยาจากสมุนไพรต่างๆ

ยาสมุนไพรที่รักษากลุ่มอาการต่างๆได้แก่

  • อาการทางระบบไหลเวียนโลหิต(แก้ลม)
  • อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  • อาการท้องผูก
  • อาการท้องเสีย
  • ริดสีดวงทวารหนัก
  • อาการทางสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา(ประจำเดือน)
  • อาการไข้ร้อนใน
  • อาการไอ
  • อาการระบบทางเดินหายใจ
  • อาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก
  • บำรุงโลหิตบำรุงธาตุปรับธาตุ
  • อาการทางระบบผิวหนัง
  • อาการทางระบบปัสสาวะ
  • อาการติดบุหรี่

ยาสมุนไพรตำรับ เป็นยาแปรรูปเพื่อสะดวกในการรับประทานเป็นรูปแบบต่างๆ ได้แก่

  • ยาเม็ด
  • ยาลูกกลอน
  • ยาแคปซูล
  • ยาชง
  • ยาดื่มเฉพาะราย สำหรับผู้ป่วย

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ยาสมุนไพร

  • ยาสมุนไพรถือเป็นยาชนิดหนึ่งซึ่งมีทั้งคุณประโยชน์ในการรักษาโรค และอาจมีโทษได้หากรับประทานผิดวิธี จึงควรปรึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์ก่อนรับยา รวมถึงผู้ป่วยควรแจ้งว่ามีโรคประจำตัว อาการแพ้ยา หรือแพ้อาหารชนิดใดหรือไม่ทุกครั้ง
  • การรับประทานยาควรรับประทานตามขนาดและเวลาแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่สั่งไม่ควรปรับขนาดยารับประทานเอง
  • หลังรับประทานยาควรสังเกตว่ามีอาการผิดปกติใดๆหรือไม่หากมีอาการผิดปกติควรหยุดยาและรีบมาพบแพทย์แผนไทยประยุกต์

การอบไอน้ำสมุนไพร

การอบสมุนไพร เป็นการอบไอน้ำร้อน มีการใส่สมุนไพรสด หรือแห้งหลายชนิดมาต้มให้เกิดไอน้ำขึ้นในกระโจม เพื่อการรักษา และฟื้นฟูโรค/อาการ

ประโยชน์ของการอบสมุนไพร

  1. ทำให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณสดใส
  2. คลายความเมื่อยล้า บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  3. ช่วยให้ขับเหงื่อ ขับของเสียจากร่างกายออกทางรูขุมขน
  4. กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  5. ช่วยบรรเทาอาการเวียนศีรษะ
  6. บรรเทาอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ หวัด คัดจมูก
  7. ช่วยฟื้นฟูร่างกายในมารดาหลังคลอด

ส่วนประกอบสมุนไพรที่ใช้ในการอบ

การอบสมุนไพรประกอบไปด้วยสมุนไพร เช่น

  • มะกรูด
  • ตะไคร้
  • การบูร
  • พิมเสน

ถุงอบสมุนไพรศิริราช (pic)

ข้อควรระวังในการอบสมุนไพร

  1. ผู้ที่มีไข้สูง หรือหลังฟื้นไข้ใหม่ๆ
  2. ผู้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิดเช่น วัณโรค
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ไม่ควรอบ คือ โรคไต โรคปอด โรคลมบ้าหมู โรคลมชัก โรคหอบหืดขณะมีอาการตกเลือด ท้องเสียอย่างรุนแรง
  4. ปวดศีรษะชนิดเวียนศีรษะ คลื่นไส้
  5. โรคความดันโลหิตสูง ที่มีอาการหน้ามือวิงเวียนศีรษะ
  6. สตรีขณะมีประจำเดือน
  7. มีอาการอักเสบจากบาดแผลเปิดและปิด
  8. อ่อนเพลีย อดนอน หลังรับประทานอาหารใหม่ ๆ
  9. ผู้ที่มีแผลผ่าตัดหรือแผลคลอดที่ยังไม่หายสนิท
  10. ผู้ที่แพ้สมุนไพร
  11. ไม่ควรใช้ระยะเวลาในการอบสมุนไพรนานเกินไป ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

ข้อควรปฏิบัติในการอบสมุนไพร

ก่อนอบ

  1. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ควรรับประทานอาหารก่อนอบสมุนไพรมาไม่ต่ำกว่า 30 นาที
  3. หากมีอาการวิงเวียนควรรีบแจ้งพยาบาล/แพทย์ให้ทราบ

ขณะอบ

  1. หากมีอาการวิงเวียนหรือหน้ามืด สามารถออกมาก่อนเวลาที่กำหนดได้
  2. ในขณะอบสมุนไพร ถ้ารู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก ควรออกมาพักนอกกระโจมหรือสามารถยื่นหน้าออกมาจากระโจมได้

หลังอบ

  1. ควรดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำอุ่นหลังอบสมุนไพรทุกครั้ง
  2. หากมีอาการวิงเวียนหรือมีอาการแสบตามผิวหนัง ควรรีบปรึกษาแพทย์
  3. ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังอบเสร็จใหม่